สิทธิ์ของผู้บริโภค

posted on 09 Nov 2010 23:02 by austria in Lifestyle
ที่ออสเตรียนี้มีการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้บริโภคเป็นอย่างดี
 
เวลาซื้อของแล้วเกิดมีปัญหาที่ไม่ได้เกิดจากการใช้งานแบบผิดพลาดของเรา เราสามารถเอาของพร้อมใบเสร็จฯไปคืนและรับเงินคืนได้เสมอ อันนี้รวมไปถึงการที่เราไม่พอใจสินค้าด้วย
 
ส่วนเรื่องเสื้อผ้า เราเอาไปเปลี่ยนได้เฉพาะที่ยังไม่แกะป้ายราคาเท่านั้น แต่บางทีเสื้อผ้าที่ลดราคามากๆ เค้าจะไม่รับเปลี่ยนคืนค่ะ
 
ส่วนตัวเราไม่เคยเอาเสื้อผ้าไปส่งคืน เคยแต่เอาเครื่องทำความสะอาดพื้น(แบบเปียก)ไปคืนร้าน เพราะใช้งานแล้วไม่ได้เรื่อง พื้นไม่สะอาด ทางร้านเค้าก็รับคืนอย่างง่ายดาย ทั้งๆที่ใช้แล้วเห็นเป็นคราบไปแล้ว
 
อีกครั้งนึงคือเราซื้อปูอัดเป็นแพ็คจากซุปเปอร์มาร์เก็ต ทั้งๆที่ปกติเราซื้อแล้วมักจะดูวันหมดอายุ พอดีวันนั้นรีบๆซื้อ ไม่ทันได้ดู ซื้อเสร็จกลับมาที่บ้าน เราเห็นว่าหมดอายุมา 2-3 วันแล้ว ก็เลยกะจะไปเปลี่ยน แต่พอดีไม่สะดวกไปเปลี่ยนทันที เพราะอากาศหนาว  เราไปเปลี่ยนหลังจากนั้น 3-4 วัน เอาไปให้เค้าดูพร้อมใบเสร็จรับเงิน เค้าก็บอกให้เราไปหยิบอันใหม่มาได้เลย พอเราไปหยิบแพ็คใหม่มา ก็ปรากฏว่าเค้าให้อันใหม่ฟรี และคืนเงินที่จ่ายซื้อแพ็คที่หมดอายุนั้น
 
เป็นที่รู้กันว่าระบบประกันทางการแพทย์ของยุโรปนี่ดีมาก แต่มันดีจริงๆหรอ

ที่ออสเตรียเนี่ย ทุกคนที่ทำงานก็จะมีประกันของรัฐ ทุกคนจะได้ e-card บัตรสีเขียวๆ มีชิปฝังอยู่บนบัตร  เด็กที่ยังไม่ทำงานหรือ แม่บ้านก็ประกันพ่วงกับพ่อ-แม่ หรือสามีได้ฟรี (ความจริงเค้าหักค่าประกัน ตั้งแต่ตอนรับเงินเดือนแล้วค่ะ เลยดูเหมือนฟรี) แต่ถ้าคุณแม่บ้านหย่ากับสามีเมื่อไหร่ ไร้ประกันทันทีค่ะ

เวลาไปหาหมอ และหมอฟัน(ฟรีทุกอย่างเหมือนกันค่ะ ถ้าไม่ทำเพื่อเสริมความงามในปาก) ที่นี่ หมอเค้าจะมีคลินิคอยู่โดดๆ ตามถนนทั่วไป (เป็นคลินิคที่หน้าตาไม่เหมือนคลินิคแบบเมืองไทยนะคะ ของที่นี่เค้าจะเหมือนออฟฟิตธรรมดามากกว่า)  ก็แค่ยื่นบัตร ผู้ช่วยหมอก็เอาบัตรเสียบกับเครื่องอ่านบัตรฯ แล้วก็อ่านข้อมูลกับคอมฯ ถ้าลืมเอาบัตรมา แต่เป็นคนไข้เก่า บางที่อาจจะเก็บเงินค่าปรับ แต่ถ้าผู้ช่วยหมอใจดีหรือสนิทกันกับคนไข้ เค้าก็หยวนฟรีค่ะ

ระบบฯของที่นี่คือคุณต้องมีหมอ(แพทย์อายุรกรรมทั่วไป)ประจำตัว คือไปรักษากับหมอคนนี้ที่คลินิคเค้าก็ต้องอยู่ประจำกับคนนี้ ถ้าอยากจะเปลี่ยนหมอก็ต้องรอ ควอเตอร์ต่อไป (นึกคำภาษาไทยไม่ออกอ่ะค่ะ คือ ทุกรอบสามเดือน มกรา-มีนา เมษา-มิถุนา อะไรเนี้ยอ่ะค่ะ) ถ้าแหกกฏจะโดนปรับอะไรยังไงไม่ทราบเหมือนกันนะคะ และอาชีพหมอก็จะมีพักร้อนเหมือนคนอาชีพทั่วไปนะคะ ถ้าหมอไปพักร้อน เค้าจะมีตัวแทนอยู่ประมาณสองเจ้า (หมอคนอื่นๆ) หมอก็จะติดป้ายบอกไว้ที่หน้าคลินิคเค้า ว่าหยุดถึงวันที่นี้นะ และหมอตัวแทนคือคนไหน เบอร์โทร.อะไร เราก็ต้องไปหาหมอตัวแทนนั้น ไปหาหมอคนอื่นก็ไม่ได้อีกนะคะ

การรักษาก็จะฟรีทั้งค่าหมอ แต่หมอที่นี่ไม่จ่ายตัวยาให้ หมอจะพิมพ์ใบจ่ายยาให้ แล้วเราก็ต้องไปซื้อยาที่ร้านขายยาเอง (ซึ่งส่วนใหญ่ก็ใกล้ๆกับคลินิคหมอนั่นแหละค่ะ) เวลาซื้อยากับใบสั่งยานี้ก็จะได้ราคาถูกกว่าซื้อโดยไม่มีใบสั่งยา (แต่ไม่ใช่ว่ายาทุกชนิดจะซื้อได้โดยไม่มีใบสั่งนะคะ) เราเคยซื้อยาตัวนึงในราคาเกือบ 14 ยูโร แต่พอหมอสั่งลดเหลือแค่ 4-5 ยูโร

ฟังดูเหมือนดีถ้าเกิดคุณป่วยไข้เล็กน้อยไม่ยุ่งยาก แต่ๆๆ อย่าเป็นอะไรหนักๆนะคะ ลำบากมากมาย

ตัวอย่างแบบยุ่งยากเล็กน้อย ก็คือ ในกรณีที่โรคที่คุณป่วยเป็นโรคเฉพาะทาง หมอก็จะออกใบส่งตัวให้คุณไปหาแพทย์เฉพาะทาง โดยส่วนมากจะต้องโทรไปนัดก่อน ไม่ใช่จะไปได้ทันที บางที่ก็ไม่ต้องรอนาน บางที่นี่รอนัดหลายอาทิตย์ บางที่เป็นเดือนค่ะ  แต่ถ้าเป็นกรณีฉุกเฉิน เค้าก็จะส่งตัวไปโรงพยาบาล อันนี้คือไม่ต้องนัด เข้าไปตามเวลาทำการ แต่อาจจะต้องไปนั่งแกร่วรอนานหน่อย ยกเว้นมีเส้นค่ะ รวดเร็วทันใจ

ตัวอย่างแบบยุ่งยาก คนใกล้ตัวเนี่ย มีเหตุให้ต้องผ่าตัด ขั้นตอนรักษามีดังต่อไปนี้ค่ะ
  1. ไปหาหมอประจำตัว เอาใบส่งตัว
  2. โทรไปนัดหมอเฉพาะทาง
  3. รอเป็นอาทิตย์
  4. ไปหาหมอเฉพาะทาง ตรวจ
  5. กลับบ้าน รอหมอส่งผลการตรวจไปให้หมอประจำตัว
  6. หมอประจำตัวโทรมาให้ไปรับผล
  7. ไปรับผล หมอจ่ายยาตามที่หมอเฉพาะทางแนะนำ และระบุว่าต้องผ่าตัด หมอประจำตัวก็ออกใบส่งตัวไป รพ.
  8. ไปคลินิค ซื้อยามากินระหว่างรอผ่าตัด
  9. ไป รพ. นึกว่าไม่ต้องนัด ปรากฏว่าต้องนัด แต่ไม่ต้องรอนาน
  10. มา รพ. ตามนัด เข้าตรวจเบื้องต้นจากหมอ หมอออกใบนัดผ่าตัด และใบส่งตัวให้ไปเอ็กเซเรย์
  11. ไปเอ็กซเรย์ที่ คลินิคเอ็กซเรย์ (คนละที่กับ รพ.ค่ะ)
  12. ไปรับผลเอ็กซเรย์ (เค้ามีบริการส่งทางไปรษณีย์ แต่เสียตังเพิ่มค่ะ)
  13. หิ้วผลเอ็กซเรย์ไปวันผ่าตัด
  14. ผ่าตัด นอน รพ.
  15. กลับบ้าน รอผลตรวจจากแล็บ
  16. หมอประจำตัวโทรมาให้มารับผลตรวจ
  17. ไปหาหมอรับผลตรวจ รับใบสั่งยา
  18. ไปคลินิค ซื้อยา

ระบบมันยุ่งยากลำบากชีวิตอย่างนี้หละค่ะ เราเกลียดที่สุดคือการที่ต้องรอนัดนานๆ คนป่วยต้องมานั่งรอเนี่ย มันทรมาณนะคะคุณ

มหาวิทยาลัยที่นี่มีหลักๆ สองแบบ คือ Universität (University) และ Fachhochschule (University of applied science) ทั้งสองอย่างต่างกันที่วิธีการเรียน

แบบแรกคือ Uni ซึ่งจะเน้นสอนทางทฤษฎี (แต่เอาเข้าจริงปฏิบัติก็เยอะมากๆค่ะ) จะมีระบบการเรียนคล้าย ม.รามฯ คือลงทะเบียนเรียนห้องใหญ่ๆ ยกเว้นวิชาที่เน้นทำงานร่วมกัน หรือสัมนา จะมีการจำกัดคนเข้าเรียน (ซึ่งก็ต้องแย่งกันลงทะเบียน) นักเรียนต้องจัดการเลือกวิชาลงเอง โดยเลือกให้เวลาไม่ชนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วมันจัดยากมากกกก  วิชาที่ต้องเรียน หรืออยากจะเรียนเนี่ยตารางสอนมักจะชนกันกระจุย ไม่รู้เป็นอะไร ก็ต้องเลือกเอาว่าจะโดดเรียนนิดหน่อย หรือไม่ลงทะเบียนไปเลย  

แบบที่สองคือ Fachhochschule (FH) ซึ่งเค้าจะเน้นสอนภาคปฏิบัติ อันนี้เค้าจะจัดตารางสอนไว้ให้นักศึกษาล่วงหน้า ระบบก็คือจะคล้ายๆกับ ม. บ้านเรา ซึ่งนักศึกษาไม่ต้องลำบาก แค่ลงทะเบียนเรียนก็พอแล้ว  คนออสเตรียจะมองมหาวิทยาลัยแบบนี้ว่าเป็นมหาวิทยาลับเกรดรอง ซึ่งเท่าที่คุยกับคนออสเตรียมา บ.ต่างๆ อยากจะได้คนที่จบจาก ม.ปกติ ไม่ใช่ FH มากกว่า (แต่อันนี้ก็ไม่ได้หมายความจะจริงหมดทุกบริษัทนะคะ)

ในบล็อคของเรานี้จะกล่าวถึงมหาวิทยาลัยแบบแรกนะคะ เพราะเราเรียนอยู่ที่ม.แบบนี้

-------------------------------------------------------------------

เกร็ดเล็กน้อย

  • คลาสส่วนใหญ่เริ่มเรียนกันจริงๆหลังเวลาที่กำหนดไว้ 15 นาที เช่น ตารางบอกเริ่มเรียนตอน 9.00 เริ่มเรียนกันจริงๆตอน 9.15 น.
  • เนื่องจากห้องเรียนส่วนใหญ่เป็นห้องประชุมใหญ่ๆ โต๊ะเรียนจะเหมือนที่นั่งประชุม ซึ่งเป็นแถวยาวๆ ที่นั่งพับเก็บได้จะติดอยู่กับโต๊ะแถวหลัง เพราะฉะนั้น ถ้าคุณมีเหตุให้ต้องลุกออกกลางคลัน คุณก็ห้ามนั่งด้านในเด็ดขาดค่ะ และก็ห้ามมาเรียนช้าด้วย เพราะส่วนใหญ่ คนจะจองที่นั่งแค่ตรงกลาง และตรงริม เวลาที่มีคนจะเข้าไปนั่งข้างใน คนริมก็จะลุกให้นั่ง  แต่ถ้ามีหลายคน ลุกกันลำบาก นักศึกษาที่นี่ใช้วิธี เดินเข้าไปจากแถวอื่น แล้วปีนโต๊ะ เหยียบเก้าอี้ข้ามแถวเพื่อที่จะไปนั่งเรียนกับเพื่อน หรือไปนั่งที่ทำเลดีๆ ด้านกลางๆค่ะ ข้ามหัวกันจริงจังมาก
  • นักศึกษาที่นี่ใช้ทำเนียมเคาะโต๊ะค่ะ เวลามีคำถามจะถามอาจารย์ก็จะเคาะ สองครั้ง ถ้าใครบรรยายเสร็จ หรือ อ.สอนเสร็จก็จะเคาะโต๊ะรัว ประหนึ่งปรบมือค่ะ ที่นี่ถือว่าเป็นการให้เกียรติคน(ในชั้นเรียน)
  • ม. มีการห้ามนำน้ำและแก้วกาแฟพลาสติก(ซื้อจากเครื่องฯ) เข้าห้องเรียนที่เป็นห้องประชุม หลายๆห้อง แต่นักศึกษาก็ยังฝ่าฝืน เอาไป เป็นเรื่องปกติ (แม้แต่ห้องคอม ก็ยังยกกาแฟ และของกินเข้าไปกัน ทั้งๆที่เค้าห้ามนักหนา  ช่างเคารพกฏิกาสังคมกันจริงๆ
  • ใครว่านักศึกษาฝรั่งจะกล้าตอบ กล้าแสดงความเห็น อันนี้ไม่จริงเสมอไปค่ะ เราว่ามันเหมือนเมืองไทย คนที่ตอบก็ตอบจริงจัง แสดงความคิดเห็นจนคนเค้าหมั่นไส้ก็มี แต่นักศึกษาส่วนใหญ่จะไม่ค่อยตอบ และนั่งเงียบค่ะ
  • หน้าประตูเข้าตึกคือที่ของผีบุหรี่ค่ะ จะเข้าตึกเรียนอะไรที เราต้องเดินอ้อมนิดนึง ไปเข้าประตูหลัง หรือประตูที่ไม่ใช่ประตูหลัก เพราะที่นีมีแต่คนติดบุหรี่ค่ะ พวกนี้จะชอบออกันอยู่หน้าประตุเข้าตึก คนเดินผ่านไปผ่านมาก็ต้องมาตามดมไปกับเข้าด้วย เซ็งนะคะ